yuzu-blog-thumbnail

เจาะลึก “ปูทาราบะ” ทำไมคนยอมจ่ายแพงเพื่อลิ้มลองราชาแห่งทะเลลึก

————————… Continue reading เจาะลึก “ปูทาราบะ” ทำไมคนยอมจ่ายแพงเพื่อลิ้มลองราชาแห่งทะเลลึก

Ingredients 2026 มิ.ย. 30

  • ปูทาราบะ (Taraba Crab) หรือ “ปูยักษ์อลาสก้า” (Red King Crab) พบมากในทะเลลึกที่มีอุณหภูมิหนาวเย็นตั้งแต่ 0 - 10 องศาฯ ในมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือ น่านน้ำรัสเซีย อลาสก้า และฮอกไกโดของญี่ปุ่น
  • เหตุผลที่ปูทาราบะมีราคาแพงและเป็นวัตถุดิบหายากขึ้นทุกที เพราะพวกมันอาศัยอยู่ในทะเลน้ำลึกและเย็นจัด การออกเรือไปจับในปูช่วงฤดูหนาวค่อนข้างอันตรายและมีความเสี่ยงสูง 
  • ช่วงที่ปูทาราบะมีรสชาติและเนื้อสัมผัสอร่อยที่สุด คือฤดูหนาว (พฤศจิกายน - กุมภาพันธ์) เพราะเป็นช่วงที่ปูสะสมสารอาหารและไขมันเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับหน้าหนาว

---------------------------------------------------------------------

ปูทาราบะ (Taraba Crab) เจ้าของฉายา “ราชาแห่งปูทะเลน้ำลึก” (King Crab) ที่อาศัยอยู่ในน้ำทะเลเย็นจัดของฮอกไกโดและทะเลโอค็อตสค์ (Sea of Okhotsk) มักพบในทะเลลึกที่มีอุณหภูมิประมาณ 0-10 องศาฯ ด้วยความยากลำบากในการจับปูและการจัดการทรัพยากรอย่างเข้มงวดจากรัฐบาลทั่วโลก ที่ทำให้ปูทาราบะกลายเป็นหนึ่งในวัตถุดิบระดับพรีเมียมที่นักชิมทั่วโลกต่างถวิลหา Yuzu Omakase พร้อมพาคุณไปรู้จักเสน่ห์ของราชาแห่งปูทะเลน้ำลึกกันว่า ทำไมคนยอมจ่ายเพื่อปูราคาแพงตัวนี้

ปูทาราบะ คืออะไร ทำไมถึงได้ชื่อว่า "ราชาแห่งปู"

ปูทาราบะ (Taraba Crab) หรือ “ปูยักษ์อลาสก้า” (Red King Crab) จัดอยู่ในกลุ่มปูจักรพรรดิ (King Crab) วงศ์ Lithodidae (วงศ์ปูหิน) พบมากในทะเลลึกที่อุณหภูมิหนาวเย็น 0 - 10 องศาเซลเซียส ในมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือ น่านน้ำรัสเซีย อลาสก้า และฮอกไกโดของญี่ปุ่น จุดเด่นของมันอยู่ที่ขนาดตัวใหญ่ กระดองหนาและมีหนามแหลม ขาและก้ามยาวราวกับแมงมุม เนื้อแน่นเต็มคำและหวานฉ่ำตามธรรมชาติ ที่สำคัญปูทาราบะมีขาเพียง 8 ข้าง (รวมก้าม) ขณะที่ปูทั่วไปมีขาถึง 10 ข้าง (รวมก้าม) ส่วนที่มาของคำว่า “ทาราบะ” ในภาษาญี่ปุ่นหมายถึง “แหล่งปลาทาระ” หรือ “ปลาค็อด” (Cod Fish) เพราะชาวประมงมักจะจับปูชนิดนี้ได้ในบริเวณเดียวกับที่จับปลาทาระนั่นเอง

“ปูทาราบะ” VS “ปูซูไว” ต่างกันอย่างไร

เมื่อนึกถึงปูทาราบะ หลายคนอาจจะนึกถึง “ปูซูไว” (Zuwai Gani) หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อ “ปูหิมะ” (Snow Crab) เจ้าของฉายา “ราชาแห่งฤดูหนาว” ปูทะเลน้ำลึกยอดนิยมที่มีราคาแพง พบมากในแถบน้ำเย็นของญี่ปุ่นและทั่วโลก โดดเด่นด้วยเนื้อสัมผัสหวานนุ่ม ชุ่มฉ่ำ ละลายในปาก ใกล้เคียงกับปูทาราบะ แต่ปูทั้งสองชนิดนี้มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ทั้งรูปลักษณ์และรสชาติ ไม่ว่าจะเป็น

คุณลักษณะปูทาราบะ (King Crab)ปูซูไว (Snow Crab)
ขนาดและรูปร่างตัวใหญ่ยักษ์ กระดองมีหนาม ขาใหญ่และหนาตัวเล็กกว่าปูทาราบะ กระดองเรียบ ขายาวเรียวบาง
จำนวนขามี 8 ข้าง (รวมก้าม)มี 10 ข้าง (รวมก้าม)
รสสัมผัส (Texture)เนื้อแน่น เด้งสู้ฟัน เต็มคำคล้ายเนื้อกุ้งมังกรเนื้อเป็นเส้นใยละเอียด นุ่มละมุนลิ้น
รสชาติหวานฉ่ำและรสชาติเข้มข้นตามธรรมชาติหวานฉ่ำ หอมมัน กลมกล่อม 
มันปู (Kani Miso)ไม่นิยมรับประทาน (รสชาติขมและไม่อร่อย)ได้รับความนิยมสูงมาก เพราะมันปู (Kanimiso) มีความหอมหวานนุ่มละมุน และรสชาติเข้มข้น 

ทำไม “ปูทาราบะ” ถึงราคาแพง

เหตุผลที่ปูทาราบะมีราคาแพงและเป็นวัตถุดิบหายากขึ้นทุกที เพราะพวกมันอาศัยอยู่ในทะเลน้ำลึกและเย็นจัด อย่างแถบทะเลโอค็อตสค์ (Okhotsk), แบริ่ง (Bering) และฮอกไกโด การออกเรือไปจับในปูช่วงฤดูหนาวค่อนข้างอันตรายและมีความเสี่ยงสูง เพราะคลื่นลมแรงและสภาพอากาศเลวร้าย นอกจากนี้ รัฐบาลของหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น รัสเซีย และอเมริกา กำหนดโควตาในการจับปูทาราบะเพื่ออนุรักษ์สายพันธุ์อย่างเข้มงวด โดยอนุญาตให้จับได้เฉพาะปูทาราบะตัวผู้ที่โตเต็มวัยเท่านั้น หากจับได้ปูตัวเมีย หรือปูตัวผู้ที่ยังไม่โตจะต้องปล่อยกลับคืนสู่ทะเลทันที ยังไม่นับรวมต้นทุนการขนส่ง (Logistics) ที่สูงลิ่ว เนื่องจากต้องควบคุมอุณหภูมิให้สมบูรณ์แบบเพื่อคงรักษาความสดใหม่ หรือทำให้ปูยังมีชีวิตจนกว่าจะส่งตรงถึงมือเชฟ

ฤดูกาลที่ดีที่สุดในการรับประทาน “ปูทาราบะ”

แม้จะสามารถรับประทานได้เกือบตลอดปี แต่ช่วงที่ปูทาราบะมีรสชาติและเนื้อสัมผัสอร่อยที่สุด คือฤดูหนาว (พฤศจิกายน - กุมภาพันธ์) เพราะเป็นช่วงที่ปูสะสมสารอาหารและไขมันเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับหน้าหนาว ทำให้เนื้อแน่นเต็มคำ เด้งสู้ฟัน รสชาติเข้มข้น และหวานฉ่ำถึงขีดสุด

เคล็ดลับแห่งความฟินกิน “ปูทาราบะ” ให้อร่อยถึงใจสไตล์ญี่ปุ่นแท้

เพื่อแสดงความเคารพต่อธรรมชาติและชูจุดเด่นของรสหวานฉ่ำอันมีเอกลักษณ์ ชาวญี่ปุ่นจึงนิยมรับประทานปูทาราบะแบบเรียบง่ายที่สุด โดยเชฟร้านโอมากาเสะระดับพรีเมียมมักจะนำมาปรุงเป็นเมนูยอดนิยม ดังนี้ 

  • ทาราบะนึ่ง หรือต้ม: การนำปูทาราบะไปนึ่ง หรือต้มในน้ำเกลือเจือจาง จะทำให้เนื้อปูทั้งฟู เด้ง หวานฉ่ำ นิยมจิ้มกับพอนสึ (Ponzu) หรือรับประทานแบบไม่จิ้มเพื่อสัมผัสความอร่อยตามธรรมชาติ
  • ปูทาราบะย่างถ่าน (Kani Yaki): เชฟจะนำขาปูทาราบะมาผ่าซีกแล้วย่างบนเตาถ่าน จนกลิ่นหอมของเปลือกปูโดนไฟช่วยขับรสให้เนื้อปูหอมหวานยิ่งขึ้น
  • ซาชิมิปูทาราบะ (Kani Sashimi): เชฟจะนำเนื้อส่วนขาสด ๆ มาแช่น้ำแข็งให้เนื้อเด้งสู้ฟันและหวานฉ่ำ รับประทานคู่กับวาซาบิและโชยุเล็กน้อย 
  • ชาบู หรือหม้อไฟ (Kani Suki): เชฟจะแกะเนื้อปูลงไปแกว่งในน้ำซุปดาชิร้อน ๆ พอให้เนื้อเริ่มตึง จากนั้นจิ้มพอนสึให้รสชาติเข้มข้นมากขึ้น ส่วนน้ำซุปจะนำมาทำข้าวต้ม (Zosui) แสนอร่อย

ศิลปะการรังสรรค์ปูทาราบะในแบบฉบับของ Yuzu Omakase

Yuzu Omakase ยกระดับศาสตร์แห่งรสชาติขึ้นไปอีกขั้นด้วยเทคนิคเฉพาะตัวของเชฟมากประสบการณ์ พร้อมขับเน้นรสหวานตามธรรมชาติของปูทาราบะให้ชัดเจนยิ่งขึ้น อย่างการนำขาปูทาราบะไปย่างบนเตาถ่านบินโจตัน (Bincho-tan) อย่างพิถีพิถัน ความร้อนที่สม่ำเสมอของถ่านจะช่วยดึงความหอมของปูทาราบะออกมา ขณะที่กักเก็บความฉ่ำของเนื้อ (Juiciness) ไว้ข้างในได้อย่างสมบูรณ์แบบ หรือเพิ่มมิติความสดชื่นอันเป็นเอกลักษณ์ของ Yuzu Omakase ด้วยส้มยูซุจากญี่ปุ่น ช่วยชูรสหวานตามธรรมชาติของเนื้อปูทาราบะให้โดดเด่น คลีน หวานนุ่มชุ่มฉ่ำ และตราตรึงใจในทุก ๆ คำ

สัมผัสประสบการณ์ความอร่อยของ “ปูทาราบะ” ราชาแห่งทะเลลึกที่ผสมผสานเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ของเชฟได้อย่างลงตัว ในคอร์สโอมากาเสะที่ Yuzu Omakase สำรองที่นั่งล่วงหน้าได้แล้ววันนี้ที่

เเชร์

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

เเชร์